ฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์กีฬาโลก จากการเพิ่มทีมเป็น 48 ทีม แล้วภายใต้เม็ดเงินมหาศาลนี้ ใครคือเสือนอนกินที่รับเนื้อ ๆ ไปเต็มกระเป๋า ? เราจะพาไปหาคำตอบด้วยกัน
48 : ตัวเลขมหัศจรรย์เสกเงินแสนล้าน

ฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดขึ้นใน 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ ทั้งสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเพิ่มทีมจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม ส่งผลให้จำนวนแมตช์แข่งขันพุ่งจาก 64 นัด กลายเป็น 104 นัด ทันที การเพิ่มขึ้นของจำนวนเกมนี้เปรียบเสมือนการเพิ่มสินค้าให้ ฟีฟ่า นำไปขายได้มากขึ้น
จากรายงานอัปเดตล่าสุดของ ฟีฟ่า ระบุว่า งบรายรับรวมช่วงปี 2023-2026 ถูกปรับขึ้นไปสูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากรอบก่อนหน้าแบบก้าวกระโดด และหากกางกราฟดูรายได้จะพบว่า เม็ดเงินก้อนใหญ่ส่วนใหญ่ถึง 8,900 ล้านดอลลาร์ จะไหลทะลักเข้ามากลืนกินในปี 2026 เพียงปีเดียว
ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขุมทรัพย์หลักประกอบไปด้วย :
-
ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด (TV Rights) : โกยเงินไปเน้น ๆ ถึง 4,264 ล้านดอลลาร์ (โดยเฉพาะปี 2026 ปีเดียวฟาดไป 3,900 ล้านดอลลาร์) ทุบสถิต ฟุตบอลโลก 2022 ที่ได้ไป 3,400 ล้านดอลลาร์แบบไม่เห็นฝุ่น
-
ค่าสปอนเซอร์และการตลาด (Marketing Rights) : แบรนด์ดังทั่วโลกยอมควักกระเป๋าจ่ายรวมกันถึง 2,693 ล้านดอลลาร์ แซงหน้าทุกยุคทุกสมัยนับตั้งแต่ปี 2006 เพื่อแลกกับการคอลแลปส์สุดล้ำ เช่น ตัวต่อเลโก้ถ้วยบอลโลก หรือตุ๊กตา Squishmallows
-
ตั๋วเข้าชมและบริการต้อนรับ (Hospitality & Ticket Sales) : พุ่งทะยานขึ้นจากรอบก่อนหน้าแบบก้าวกระโดดถึง +2,589 ล้านดอลลาร์ รวมแล้วฟีฟ่ากวาดไปถึง 3,097 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นเงินเฉพาะปี 2026 สูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์) ด้วยอานิสงส์จากสเตเดียมระดับเวิลด์คลาสในอเมริกา และระบบปรับราคาตั๋วตามความต้องการตลาดจนตั๋วนัดชิงพุ่งไปเกือบ 4 แสนบาทต่อที่นั่ง
.jpg)
แล้วใครคือ "เสือนอนกิน" ที่แท้จริงในงานนี้ ?
คำตอบแบบไม่ต้องสืบก็คงหนีไม่พ้น ฟีฟ่า และอาจรวมไปถึง กรมสรรพากรสหรัฐฯ ซึ่งตามโมเดลธุรกิจของฟุตบอลโลก ฟีฟ่า คือผู้กุมอำนาจ และผลประโยชน์เบ็ดเสร็จ โดย ฟีฟ่า จะเก็บรายได้ทั้งหมดเข้ากระเป๋าตัวเอง ที่สำคัญคือ ฟีฟ่า ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีรัฐบาลกลางในสหรัฐอเมริกา ทำให้รายได้มหาศาลนี้แทบไม่ถูกหักอะไรเลย
มาลองดูความเฉียบขาดในงบจัดงาน โดยในหมวดตั๋วเข้าชม และบริการวีไอพี ฟีฟ่า ตั้งงบค่าบริหารจัดการรวมกันไว้เพียง 689 ล้านดอลลาร์ (แบ่งเป็นงบ Hospitality 638 ล้าน และงบระบบตั๋ว 51 ล้าน) แต่กวาดรายได้รวมกลับมาสูงถึง 3,097 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกำไรเนื้อ ๆ เน้น ๆ เกือบ 5 เท่าจากเงินลงทุนส่วนนี้
ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาษีของสหรัฐฯ (IRS) ก็เป็นอีกหนึ่งเสือนอนกิน เพราะแม้ ฟีฟ่า จะรอดภาษี แต่บรรดาสมาคมฟุตบอลแต่ละประเทศ รวมถึงตัวนักเตะ และทีมงานกลับไม่รอด ทุกคนต้องเผชิญกับภาษีรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ สูงถึง 21% และอาจพุ่งถึง 37% สำหรับรายได้ของนักเตะรายบุคคล เรียกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ รอกินส่วนแบ่งจากผู้มาเยือนแบบหวานเจี๊ยบ

เมืองเจ้าภาพผู้แบกรับแต่แทบไม่ได้อะไร
คนที่ต้องปาดเหงื่อคือ คณะกรรมการเมืองเจ้าภาพทั้ง 16 เมือง เพราะในสัญญาผูกมัดระบุว่า เมืองเจ้าภาพต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้าน ความปลอดภัย คุมฝูงชน และการคมนาคมขนส่งหน้างาน เองทั้งหมด แต่หากเราไปส่องงบประมาณรายจ่ายของ ฟีฟ่า กลับตั้งงบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย (Safety and Security) ส่วนกลางไว้เพียง 110 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น คิดเป็นแค่ประมาณ 3% ของงบจัดงานทั้งหมด
จนเกิดดราม่าระดับโลกที่ระบบขนส่งของรัฐนิวเจอร์ซีย์ต้องประกาศขึ้นค่าตั๋วรถไฟไป-กลับสนามสูงถึง 150 ดอลลาร์ (ราว 5,200 บาท) เพื่อหาเงินมาโปะต้นทุนระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ให้กลายเป็นภาระภาษีของคนในเมือง หรือหลายเมืองต้องขอยกเลิกการจัดงานเทศกาลแฟนบอลที่ ฟีฟ่า บังคับ เพราะไม่มีงบประมาณท้องถิ่นมากพอที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายหน้างาน 39 วันไหวนั่นเอง

เงินอุดหนุน กลยุทธ์มัดใจสมาคมฟุตบอลทั่วโลก
แล้วทำไมสมาคมฟุตบอลประเทศต่าง ๆ ถึงยังยอมและสนับสนุนนโยบายเพิ่มทีมเป็น 48 ทีมของ ฟีฟ่า ? คำตอบคือ ฟีฟ่า ใช้วิธีแบ่งเค้กเงินลงทุนก้อนใหญ่ถึง 2,250 ล้านดอลลาร์ ส่งตรงเข้าโครงการ FIFA Forward เพื่อกระจายเงินสดให้สมาคมฟุตบอลของแต่ละประเทศ (รวมถึงประเทศไทยด้วย) เอาไปใช้จ่าย และพัฒนาฟุตบอลในบ้านตัวเอง โดยแบ่งเป็นเงินให้สมาคมฯ โดยตรงถึง 1,688 ล้านดอลลาร์
ซึ่งระบบเลือกตั้งประธานฟีฟ่าใช้ระบบ 1 ประเทศ = 1 เสียง (ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจฟุตบอลหรือประเทศเกาะเล็ก ๆ ก็เท่ากัน) การที่ ฟีฟ่า เสกเงินสดกลับไปแจกจ่ายให้สมาคมฟุตบอลทั่วโลกเพิ่มขึ้นมหาศาลขนาดนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่าคนปัจจุบัน ถึงสามารถกุมอำนาจ และบริหารงานได้อย่างไร้คู่แข่ง เพราะทุกประเทศแฮปปี้ที่ได้เงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นนั่นเอง

สุดท้ายแล้ว ฟุตบอลโลก 2026 หนนี้ไม่ได้เป็นแค่เทศกาลกีฬาของมวลมนุษยชาติ แต่ยังเป็น เครื่องจักรผลิตเงินสด ที่ถูกออกแบบมาอย่างเหนือชั้น โดยมี ฟีฟ่า เป็นเสือนอนกินที่ความเสี่ยงต่ำที่สุด แต่ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โกยรายรับเข้าตัวเองแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ส่วนสมาคมฟุตบอลทั่วโลก แฮปปี้เพราะได้รับส่วนแบ่งเงินสดไปจุนเจือระบบภายในประเทศ แต่ทว่าเมืองเจ้าภาพกลับกลายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปเสียอย่างนั้น
ข้อมูลจาก publications.fifa.com, forbes.com, theguardian.com
ภาพจาก AFP





