มาทำความรู้จักดาวยิงของทีมชาติสหรัฐอเมริกาอย่าง โฟลาริน บาโลกัน กันสักหน่อย ว่าเป็นใครมาจากไหน ทำไมอยู่ ๆ ก็โผล่มาโชว์ฟอร์มเฉียบ ยิงให้ สหรัฐฯ ถล่ม ปารากวัย ซะราบคาบ
หากจะถามว่าใครคือผู้เล่นที่ร้อนแรงที่สุดในเกมนัดเปิดสนามตารางบอลกลุ่ม ดี ของศึกฟุตบอลโลก 2026 คงไม่มีชื่อไหนโดดเด่นไปกว่า โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าวัย 24 ปี ของทีมชาติสหรัฐอเมริกา ที่ระเบิดฟอร์มเหมาคนเดียวสองประตูพาทัพ พญาอินทรี ถล่ม ปารากวัย ไปอย่างขาดลอย 4-1 ประเดิมคว้า 3 แต้มแรก ในบ้านได้อย่างยิ่งใหญ่ และนี่ยังเป็นการสร้างสถิติเป็นนักเตะอเมริกันคนแรกในรอบเกือบศตวรรษ (96 ปี) ที่สามารถทำประตูได้มากกว่าหนึ่งลูกในเกมประเดิมสนามฟุตบอลโลกนัดแรกของตัวเองอีกด้วย
โดยเส้นทางชีวิตของ บาโลกัน ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ และเต็มไปด้วยความหลากหลาย เจ้าตัวเกิดที่นครนิวยอร์ก จากพ่อแม่ที่มีเชื้อสายไนจีเรีย แต่ย้ายไปเติบโต และใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่อายุได้เพียงเดือนเดียว ทำให้เขามีสิทธิ์เลือกเล่นให้ทีมชาติได้ถึง 3 ชาติ (สหรัฐฯ, อังกฤษ และไนจีเรีย) ในช่วงแรกเขาเคยลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชนมาแทบทุกรุ่น (ตั้งแต่ U-17 ถึง U-21) ก่อนที่ในปี 2023 บาโลกันจะตัดสินใจเลือกรับใช้ทัพพญาอินทรีชุดใหญ่ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต

ขณะที่ในส่วนของเส้นทางลูกหนังระดับสโมสร บาโลกัน คือผลผลิตระดับเกรดเอจากอะคาเดมี่อันเลื่องชื่อของบ้านผลบอล ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยเขาถูกแมวมองดึงตัวมาร่วมทีมเยาวชนตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ และฉายแววความเฉียบคมมาตลอดในฐานะ Pure Number 9 (กองหน้าตัวเป้าธรรมชาติ) ก่อนจะย้ายไปแจ้งเกิดเต็มตัวในเวทียุโรปด้วยสัญญายืมตัวกับ แร็งส์ ในฝรั่งเศส โดยกดไปถึง 21 ประตูในฤดูกาล 2022-23 จนทำให้ โมนาโก ยอมทุ่มทุนดึงตัวไปช่วยลุยผลบอลสดถาวร
ทั้งนี้ ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ ถือเป็นทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกในชีวิตของ โฟลาริน บาโลกัน อย่างเป็นทางการ ภายใต้การคุมทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ที่ปรับหมากให้เขายืนค้ำเป็นหน้าเป้าคอยล่าตาข่าย และเพียงแค่นัดแรก อดีตดาวรุ่งอาร์เซน่อล ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเร็ว ความทะลุทะลวง และสัญชาตญาณการจบสกอร์อันเฉียบคมของเขา คืออาวุธหนักที่ทีมชาติสหรัฐอเมริกาเฝ้ารอมานาน และพร้อมแล้วที่จะพาบ้านเกิดของเขาบินสูงในทัวร์นาเมนต์ระดับโลกครั้งนี้
ภาพข่าว : AFP






