ฟุตบอลโลก 2026 เดินทางมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เป็นที่เรียบร้อย เราจะพาไปเช็กอันดับความแข็งแกร่งของผู้ท้าชิงที่เหลืออยู่ โดย ฝรั่งเศส ยังคงรั้งตำแหน่งเต็งหนึ่ง ขณะที่ อังกฤษ ขยับขึ้นมาร้อนแรง
และนี่คืออันดับตัวเต็งแชมป์โลกปีนี้ รวมถึงบทวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของทั้ง 8 ทีมที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2026 :
อันดับ 8: เบลเยียม

ทัพ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" คือทีมที่ยิ่งเล่นยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากเกือบตกรอบตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้ายจากการตามหลัง เซเนกัล 0-2 แต่พวกเขาก็กลับมาได้ และระเบิดฟอร์มเก่งที่สุดในทัวร์นาเมนต์ด้วยการถล่มเอาชนะ สหรัฐอเมริกา 4-1 โดยกุนซือ รูดี การ์เซีย ได้รับคำชมอย่างมากจากการกล้าดรอป เควิน เดอ บรอยน์ และ เจเรมี่ โดกู ไว้ที่ข้างสนาม แล้วเปิดโอกาสให้ ชาร์ลส์ เดอ เคเทลาเร่อ ลงมาทำหน้าที่ศูนย์หน้าตัวเป้า และเหมาคนเดียว 2 ประตู ดีลนี้ทำให้ความหวังในอนาคตของฟุตบอลเบลเยียมกลับมาคึกคักอีกครั้งก่อนดวลกับสเปน
อันดับ 7: สวิตเซอร์แลนด์

ต้องยอมรับว่าเกมนัดล่าสุดที่เสมอกับ โคลอมเบีย 0-0 ก่อนจะชนะจุดโทษมาได้นั้นไม่ใช่เกมที่สวยงามสำหรับแฟนบอล แต่ทัพนักเตะสวิสสมควรได้รับคำชมในเรื่องของระเบียบวินัย และความอดทน โดยเฉพาะการขาดหายไปของ โยฮัน มันซัมบี กองกลางตัวเก่งที่มีอาการบาดเจ็บ ขณะที่ รูเบน วาร์กัส ฮีโร่ผู้สังหารจุดโทษก็ลงสนามได้เพียงในฐานะตัวสำรอง การต้องเจอกับ อาร์เจนตินาในรอบ 8 ทีมสุดท้าย สวิตเซอร์แลนด์ ถูกมองว่าเป็นรองอย่างมหาศาล แต่วิธีการเล่นที่รัดกุมบวกกับฟอร์มที่ไม่นิ่งของแชมป์เก่า อาจทำให้เกิดล็อกถล่มขึ้นได้
อันดับ 6: โมร็อกโก

ทัพ "สิงโตแห่งแอตลาส" แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดที่เหนือกว่าด้วยการถล่มเจ้าภาพ แคนาดา ชนะไป 3-0 ชัยชนะนัดนี้ทำให้ทีมอันดับ 4 จากฟุตบอลโลกครั้งก่อนผ่านเข้ารอบมาพบกับคู่ปรับเก่าอย่าง ฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการล้างตา โดย โมร็อกโก ในเวอร์ชันปี 2026 มีเกมรุกที่ดุดัน และเฉียบคมขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
อันดับ 5: นอร์เวย์
.jpg)
ไม่มีทีมไหนจะลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วยความสุข และไร้ความกดดันไปกว่า นอร์เวย์ อีกแล้ว การผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ในฟุตบอลโลกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 ถือว่าทะลุเป้าหมายหลักของพวกเขาไปแล้ว และในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เออร์ลิง ฮาลันด์ ก็แสดงให้เห็นถึงความทรงพลังด้วยการเหมาคนเดียว 2 ประตูพังแนวรับ บราซิล พาทีมชนะ 2-0 ในเกมนัดต่อไปกับ อังกฤษ ซึ่ง นอร์เวย์ ดูจะยังคงเป็นรอง ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เข้าทางสตาฟฟ์โค้ชที่พร้อมปล่อยให้ความกดดันทั้งหมดไปตกอยู่กับฝั่งตรงข้าม
อันดับ 4: อาร์เจนตินา
.jpg)
แชมป์เก่าต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่าพวกเขา "โชคดี" หรือ "เหนียวแน่น" กันแน่ หลังจากโกงความตายจากสถานการณ์ตามหลัง อียิปต์ 0-2 ในนาทีที่ 78 กลับมาแซงชนะ 3-2 ชนิดพลิกประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แน่นอนว่า ลิโอเนล เมสซี่ ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของทีมด้วยการทำ 1 ประตู 1 แอสซิสต์ แก้ตัวจากการยิงจุดโทษพลาด แต่การที่พวกเขาเกือบเอาตัวไม่รอดตั้งแต่รอบก่อน ๆ กับ เคปเวิร์ด และ อียิปต์ บ่งบอกว่าแนวรับของ ทีมชาติอาร์เจนตินา กำลังมีรอยร้าวที่ต้องรีบแก้ไขก่อนเจอ สวิตเซอร์แลนด์
อันดับ 3: อังกฤษ
.jpg)
บททดสอบที่ยากลำบากที่สุดในแผ่นดิน เม็กซิโกได้ดึงฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของ ทีมชาติอังกฤษ ภายใต้การนำของ โทมัส ทูเคิ่ล ออกมาสำเร็จ จู๊ด เบลลิงแฮม โชว์ฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซในเกมนัดเฉือนชนะ เม็กซิโก 3-2 ชัยชนะครั้งนี้สร้างความมั่นใจให้พลพรรค สิงโตคำราม เป็นอย่างมากก่อนจะไปพบกับ นอร์เวย์ ในรอบต่อไป ซึ่ง ทูเคิ่ล เชื่อมั่นว่าหากแดนกลางสามารถตัดเส้นทางการจ่ายบอลให้ เออร์ลิง ฮาลันด์ ได้ ตัวรุกอย่าง แฮร์รี่ เคน และ เบลลิงแฮม จะจัดการส่วนที่เหลือเอง
อันดับ 2: สเปน
.jpg)
ทัพ "กระทิงดุ" เจ้าของแชมป์ยุโรปปี 2024 ยังคงเดินหน้าตามเส้นทางอย่างมั่นคง แม้เกมนัดล่าสุดกับโปรตุเกสจะอึดอัด แต่ลูกยิงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ มิเกล เมริโน่ ก็ช่วยให้ทีมเบียดชนะไปได้ 1-0 แม้ว่า ลามีน ยามาล ซูเปอร์สตาร์วัยรุ่นจะยังไม่สามารถระเบิดฟอร์มเก่งในทัวร์นาเมนต์นี้ได้อย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่เกมนัดถัดไปที่จะพบกับ เบลเยียม ที่มีปัญหาในแนวรับ อาจเป็นโอกาสสำคัญที่แนวรุก สเปน จะกลับมาท็อปฟอร์ม
อันดับ 1: ฝรั่งเศส
.jpg)
แม้ว่าในเกมนัดล่าสุดกับ ปารากวัย ทัพ "ตราไก่" จะโดนเล่นงานด้วยเกมหนักจนไม่สามารถโชว์ฟอร์มการเล่นที่สวยงามออกมาได้ แต่ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็ยังคงเฉียบคมพอที่จะสังหารจุดโทษเป็นประตูชัยพาทีมเฉือนชนะ 1-0 ทีมของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขารู้ซึ้งถึงวิธีการชนะในเกมที่ยากลำบาก ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของทีมที่จะเป็นแชมป์โลก ส่งผลให้ ฝรั่งเศส ยังคงรั้งตำแหน่งเต็งหนึ่งในสายตาของนักวิจารณ์
ข้อมูลจาก goal.com/en
ภาพจาก AFP






