FIFA World Cup Timeline : จาก 1930 ถึง 2018

วันพุธ 28 มีนาคม 2561 | 4911 .

ก่อนศึก ฟุตบอลโลก 2018 จะทำการฟาดแข้งกันที่ประเทศรัสเซียในวันที่ 14 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม 2561 เราจะพาย้อนไปรำลึกเรื่องราวของมหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กับหน้าประวัติศาสตร์ ฟุตบอลโลก ที่ผ่านเหตุการณ์มากมายตามสถานการณ์ของโลกในยุคนั้น ๆ จากการเริ่มต้นเพียง 13 ประเทศจนมาถึง 200 ชาติจากทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน :

กรกฎาคม 1930 : อุรุกวัย

มี 13 ชาติเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ประเทศอุรุกวัย เนื่องจากความยากลำบากในการเดินทางไปทวีปอเมริกาใต้ทำให้มีทีมจากยุโรปเพียง 4 ชาติเท่านั้นที่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ลูเซียง โลรองต์ แข้งทีมชาติฝรั่งเศส กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูแรกในศึกฟุตบอลโลกในเกมที่เอาชนะ เม็กซิโก 4-1

การแข่งขันทั้งหมดเกิดขึ้นในเมืองมอนเตวิเดโอ สุดท้ายเป็นเจ้าภาพ อุรุกวัย ที่เอาชนะเพื่อนบ้านอย่าง อาร์เจนตินา 4-2 ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์โลกครั้งแรกต่อหน้าฝูงชน 93,000 คน

พฤษภาคม - มิถุนายน 1934 : อิตาลี

เป็นครั้งแรกที่มีรอบคัดเลือกก่อนที่จะไปเล่นในฟุตบอลโลก มี 32 ประเทศเข้าแข่งขันใน แต่มีเพียง 16 ชาติที่ได้ไปเล่นในรอบสุดท้าย ยอดทีมของยุโรปอย่าง อิตาลี, เยอรมนี และสเปน ต่างผ่านเข้ารอบสุดท้าย

เกมรอบชิงชนะเลิศจบลงด้วยผลเสมอระหว่าง อิตาลี กับ เชโกสโลวาเกีย 0-0 ทำให้เกิดการตัดสินใจให้มีการเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สุดท้ายเป็น อิตาลี ที่ยิงประตูได้หลังจาก 5 นาทีแรกของการต่อเวลาพิเศษ และชนะไป 2-1 แน่นอนว่านี่คือแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกของพวกเขา

มิถุนายน 1938 : ฝรั่งเศส

ฟุตบอลโลกจัดขึ้นในยุโรปเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน นี่เป็นการตัดสินใจที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงในอเมริกาใต้ นำไปสู่การถอนตัวของ อุรุกวัย และ อาร์เจนตินา งานนี้ อินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในอาณานิคมของบริษัทอินเดียตะวันออกของประเทศเนเธอร์แลนด์ กลายเป็นทีมแรกของทวีปเอเชียที่ได้เล่นในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก

อิตาลี เอาชนะ ฮังการี 4-2 พร้อมกับคว้าแชมป์โลก 2 สมัยติด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีเรื่องเล่าว่า ถ้วยแชมป์ถูกซ่อนไว้ในกล่องใส่รองเท้าใต้เตียงนอนของ ออตโตริโน่ บารัสซี่ เจ้าหน้าที่ ฟีฟ่า ชาวอิตาเลียน

มิถุนายน - กรกฎาคม 1950 : บราซิล

หลังจากกลับมาเข้าร่วมใน ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ อีกครั้งเมื่อปี 1946 ทีมชาติอังกฤษ ก็สามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในปี 1950 แต่ทว่าพวกเขาต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ สหรัฐอเมริกา 0-1 และต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านหลังจากแพ้ให้ สเปน

นี่เป็นการแข่งขันครั้งแรกหลังจากสงครามโลกทำให้ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ถูกแบนห้ามแข่งขันในรอบสุดท้าย ขณะที่ อิตาลี ได้รับอนุญาตให้กลับมาปกป้องแชมป์ การแข่งขันครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดย 4 ทีมที่ดีที่สุดจะมาแข่งแบบพบกันหมด

ซึ่งเกมสุดท้ายเจ้าภาพ บราซิล ขอเพียงเสมอก็จะคว้าแชมป์ทันที แต่ทว่าพวกเขาดันไปแพ้ อุรุกวัย 1-2 ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง 200,000 คน และกลายเป็น "จอมโหด" ที่คว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 2 ของพวกเขา

มิถุนายน - กรกฎาคม 1954 : สวิตเซอร์แลนด์

สกอตแลนด์ ผ่านสู่รอบสุดท้าย เวิลด์ คัพ เป็นครั้งแรกในปี 1954 นอกจากนี้ยังมี เยอรมนีตะวันตก และการที่ยังไม่มีลีกอาชีพของตัวเองในเวลานั้นทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นทีมสมัครเล่น ขณะที่ ฮังการี ที่นำทัพโดยยอดดาวยิงอย่าง แฟแร็นตส์ ปุชกาช ถูกขนานนามว่าคือยอดทีมในยุคนั้น

แต่ทว่าเป็น เยอรมนีตะวันตก ที่สร้างความตกตะลึงด้วยการเอาชนะ ฮังการี ไปในรอบชิงชนะเลิศ 3-2 พร้อมกับคว้าแชมป์โลกไปครอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า "ปาฏิหาริย์แห่งกรุงเบิร์น" ในเกมดังกล่าวเกิดการถกเถียงกันถึงลูกยิงตีเสมอของ ปุชกาช ในนาทีที่ 88 ที่ถูกปฏิเสธโดยผู้กำกับเส้นชาวเวลส์ที่ชื่อว่า เบนจามิน กริฟฟิธส์

มิถุนายน 1958 : สวีเดน

เป็นครั้งแรกที่ สหภาพโซเวียต ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 1958 ซึ่งครั้งนี้ อิตาลี ไม่ได้ผ่านไปเล่นในรอบสุดท้าย ขณะที่เจ้าหนู เปเล่ วัย 17 ปีได้แจ้งเกิด และโด่งดังเป็นพลุแตกในฟุตบอลโลกครั้งแรกของเขา

เปเล่ เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ เป็นเกมระหว่างเจ้าภาพ สวีเดน กับ บราซิล แม้เจ้าถิ่นจะได้ประตูขึ้นนำ แต่ทว่าสุดท้ายเป็น บราซิล ที่เอาชนะไป 5-2 โดยที่ เปเล่ ซัดไป 2 ประตู ช่วยให้ทัพ "แซมบ้า" คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไปครอง

พฤษภาคม - มิถุนายน 1962 : ชิลี

หลังจากที่จัดการแข่งขันในยุโรปมา 2 ครั้งติดต่อกัน ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็กลับไปจัดที่ อเมริกาใต้ และเจ้าภาพคือ ชิลี ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองบัลดีเบียเมื่อปี 1960 ทำให้สนามต้องเร่งซ่อมแซมให้ทันก่อนเปิดฉากทัวร์นาเม้นต์

ตอนนั้น แฟแร็นตส์ ปุชกาช ดาวยิงตัวเก่งของฮังการี ซึ่งกำลังเป็นดาวดังของ เรอัล มาดริด สร้างความฮือฮาด้วยการเปลี่ยนสัญชาติก่อนทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มขึ้นเพื่อที่จะได้ลงเล่นให้กับ ทีมชาติสเปน

ขณะที่ในศึกครั้งนี้ บราซิล ไม่มีกองหน้าคนสำคัญอย่าง เปเล่ ที่ได้รับบาดเจ็บ แต่พวกเขาก็สามารถทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศ และเอาชนะ เชโกสโลวาเกีย 3-1 คว้าแชมป์โลก 2 สมัยติดต่อกัน

กรกฎาคม 1966 : อังกฤษ

หนึ่งเดือนก่อนการแข่งขัน ถ้วยรางวัล "จูลส์ ริเม่ท์" ถูกขโมยไป แต่สัปดาห์ต่อมาก็สามารถหาจนพบจากความพยายามของสุนัขพันธุ์ คอลลี่ ชื่อ พิกเกิ้ล โดยที่ โปรตุเกส และเกาหลีเหนือ ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในปี 1966

ผู้เล่นส่วนใหญ่ของทีมชาติโปรตุเกสเป็นชาวโมซัมบิก ซึ่งเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส เอวแซบีอู ดา ซิลวา เฟอร์ไรร่า แจ้งเกิดหลังจากยิงประตูได้มากที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ที่ 9 ลูก

ขณะที่รอบชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่างเจ้าภาพ อังกฤษ กับ เยอรมนีตะวันตก โดยแข่งกันที่สนาม "เวมบลี่ย์" ท่ามกลางแฟนบอล 98,000 คน และเป็น "สิงโตคำราม" ที่เอาชนะไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-2 คว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้สำเร็จ

พฤษภาคม - มิถุนายน 1970 : เม็กซิโก

ฟุตบอลโลก 1970 ที่ เม็กซิโก ถือเป็นครั้งแรกที่จะจัดการแข่งขันขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ หลังจากโดนไล่เตะอย่างหนักในทัวร์นาเม้นต์ก่อนหน้านี้ ทำให้ เปเล่ ปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในฟุตบอลโลกปี 1970 แต่เขาก็เปลี่ยนใจกลับมาช่วย บราซิล ในรอบคัดเลือกจนผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย

โดยคู่ชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่าง บราซิล กับ อิตาลี และสุดท้ายเป็นทัพ "แซมบ้า" ที่เอาชนะไป 4-1 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ไปครองพร้อมกับได้สิทธิ์ในถ้วย "จูลส์ ริเม่ท์" ไปครอบครองแบบถาวร แต่ทว่าถ้วยดังกล่าวถูกขโมยไประหว่างจัดแสดงอยู่ที่ นครรีโอเดจาเนโร เมื่อปี 1983 และไม่ถูกพบอีกเลย

มิถุนายน - กรกฎาคม 1974 : เยอรมนีตะวันตก

ฟุตบอลโลก 1974 เป็นปีที่ อังกฤษ แชมป์โลก 1 สมัยไม่สามารถผ่านไปเล่นในรอบสุดท้ายได้ แต่เป็น สกอตแลนด์ ที่ได้เข้าไปแทน ขณะที่ ซาอีร์ (ปัจจุบันคือประเทศคองโก) กลายเป็นชาติแรกของทวีปแอฟริกาที่ได้เล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ในขณะนั้น ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ กำลังมาแรงสุดกับการเล่นฟุตบอลแนวใหม่ที่เรียกกันว่า "โททัล ฟุตบอล" โดยมีกัปตันคนเก่งอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ เป็นผู้นำทัพ พวกเขาต้องมาเจอกับเจ้าภาพ เยอรมนีตะวันตก ที่นำทีมโดย ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่น 2-1

มิถุนายน 1978 : อาร์เจนตินา

เป็นอีกครั้งที่ อังกฤษ พลาดไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ซึ่งเจ้าภาพคือ อาร์เจนตินา ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหาร และถึงแม้ เนเธอร์แลนด์ จะไม่มีนักเตะคนสำคัญอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ แล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน

นั่นทำให้ "อัศวินสีส้ม" ต้องเผชิญหน้ากับ อาร์เจนตินา เจ้าภาพที่เต็มไปด้วยแฟนบอลหัวรุนแรงในกรุง บัวโนสไอเรส สุดท้ายเป็นทัพ "ฟ้า-ขาว" ที่เอาชนะไปได้หลังจากต่อเวลาพิเศษ 3-1 คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไปครอง

มิถุนายน - กรกฎาคม 1982 : สเปน

สำหรับ เวิลด์ คัพ สเปน 1982 ในรอบสุดท้ายมีการเพิ่มจาก 16 เป็น 24 ทีมเป็นครั้งแรก ทำให้ทีมอื่น ๆ จากทวีปแอฟริกา และเอเชีย มีโอกาสได้มากขึ้น แอลจีเรีย ฮอนดูรัส คูเวต และ นิวซีแลนด์ ได้ลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก เกมที่ ฮังการี ถล่ม เอลซัลวาดอร์ 10-1 ถือเป็นชัยชนะที่ท่วมท้นมากที่สุดก็ว่าได้

หลังจากผิดหวังในปี 1974 และ 1978 อังกฤษ ก็กลับมาเล่นในรอบสุดท้ายได้อีกครั้ง ขณะที่คู่ชิงในครั้งนี้เป็นการพบกันระหว่าง อิตาลี และ เยอรมนีตะวันตก ชัยชนะเป็นของ "อัซซูรี่" ด้วยสกอร์ 3-1 เปาโล รอสซี่ คว้าตำแหน่งดาวซัลโว ในขณะที่ ดีโน่ ซอฟฟ์ ผู้รักษาประตูวัย 40 ปี กลายเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ได้ชูถ้วยแชมป์โลก

พฤษภาคม - มิถุนายน 1986 : เม็กซิโก

ตามกำหนดเดิม โคลอมเบีย ต้องรับหน้ารับหน้าเสื่อจัดการแข่งขันศึก ฟุตบอลโลก 1986 แต่ทว่า เม็กซิโก กลายมาเป็นเจ้าภาพแทนหลังจาก โคลอมเบีย ประสบปัญหาด้านการเงิน ถือเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกหนที่ 2 ของ เม็กซิโก โดยมี แคนาดา เดนมาร์ก และ อิรัก ที่ได้โอกาสลงฟาดแข้ง เวิลด์ คัพ เป็นครั้งแรก

ซึ่งฟุตบอลโลกครั้งนี้ เกิดการเชียร์ที่เรียกว่า "เม็กซิกัน เวฟ" ของแฟนบอลในสนามจนเป็นที่นิยมในการเชียร์กีฬาจนมาถึงปัจจุบัน ขณะที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า กำลังอยู่ในช่วงพีคสุด ๆ

มาราโดน่า พา อาร์เจนตินา ผ่าน อังกฤษ ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งเกมนี้เองที่ก่อเกิดตำนาน "แฮนด์ ออฟ ก็อด" อันโด่งดัง ก่อนที่ทัพ "ฟ้า-ขาว" จะคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ด้วยการเอาชนะ เยอรมนีตะวันตก ในรอบชิงชนะเลิศ 3-2

มิถุนายน - กรกฎาคม 1990 : อิตาลี

อิตาลี ได้โอกาสเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 2 ในปี 1990 โดยมี ไอร์แลนด์ ผ่านเข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรก เซอร์ไพรส์ประจำทัวร์นาเม้นต์ก็คือ แคเมอรูน ที่ทะลุไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะแพ้ให้กับ อังกฤษ ที่พระเอกในตอนนั้นคือ พอล แกสคอยน์

โดยทัพ "สิงโตคำราม" เข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ก็ต้องแพ้จุดโทษให้กับ เยอรมนีตะวันตก ก่อนที่ทัพ "อินทรีเหล็ก" จะเฉือนชนะ อาร์เจนตินา 0-1 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมกับคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ไปครอง

มิถุนายน - กรกฎาคม 1994 : สหรัฐอเมริกา

ฟุตบอลโลก 1994 ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1938 ที่ อังกฤษ และ สกอตแลนด์ พลาดไปเล่นในรอบสุดท้ายพร้อมกัน อาร์เจนตินา ต้องเล่นโดยไม่มีสตาร์ประจำทีมอย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่ถูกแบนจากปัญหายาเสพติดระหว่างทัวร์นาเม้นต์

เกิดเหตุการณ์สลดเมื่อ อันเดรส เอสโกบาร์ ปราการหลัง โคลอมเบีย ทำเข้าประตูตัวเองเป็นเหตุให้ทีมตกรอบ ซึ่งหลังจานั้น 10 วันเขาก็ถูกยิงเสียชีวิต โดยเกมในรอบชิงชนะเลิศระหว่าง บราซิล กับ อิตาลี ลงเอยด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ นี่จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ต้องดวลจุดโทษตัดสินแชมป์

หลังจากดวลกันมาถึง 4 ลูก โดยเป็น บราซิล ที่นำอยู่ 3-2 และในจุดโทษลูกสุดท้ายของ อิตาลี เป็นหน้าที่ของ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ที่จะยิงตีเสมอให้ได้เป็นอย่างน้อย แต่ทว่าเขากลับยิงโด่งข้ามคานออกไป ส่งให้ทัพ "เซเลเซา" คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครอง

มิถุนายน - กรกฎาคม 1998 : ฝรั่งเศส

ฟุตบอลโลก 1998 เป็นครั้งแรกที่ศึก เวิลด์ คัพ เพิ่มจาก 24 ทีมเป็น 32 ทีม งานนี้ทำให้ โครเอเชีย, จาเมกา, ญี่ปุ่น และแอฟริกาใต้ ได้โอกาสลงเล่นทัวร์นาเมนต์บอลโลกเป็นครั้งแรก ขณะที่กติกา "โกลเด้นโกล" ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกเช่นกัน โดยประตูแรกของโกลเด้นโกลมาจากลูกโขกในช่วงต่อเวลาพิเศษของ โลร็องต์ บล็องก์ ในเกมกับ ปารากวัย

อาร์เจนตินา โคจรมาพบกับ อังกฤษ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เดวิด เบ็คแฮม ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม สุดท้ายเป็น "ฟ้า-ขาว" ที่่เข้ารอบด้วยการเอาชนะการดวลจุดโทษหลังจากที่ในเวลาเสมอกัน 2-2

โดยคู่ชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่าง ฝรั่งเศส เจ้าภาพกับ บราซิล ที่ดาวยิงประจำทีมคือ โรนัลโด้ ซึ่งสุดท้ายเป็นทัพ "ตราไก่" ที่ถล่มตัวเต็งอย่างทัพ "เซเลเซา" ไปถึง 3-0 โดยที่ ซีเนอดีน ซีดาน ยิงไปสองประตู ก่อนที่ เอ็มมานูเอล เปอตีต์ จะมายิงปิดกล่อง ทำให้ ฝรั่งเศส กลายเป็นทีมที่ 6 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่คว้าแชมป์ได้ในบ้านของตัวเอง

พฤษภาคม - มิถุนายน 2002 : ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้

ฟุตบอลโลก 2002 ถือเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม และเป็นครั้งแรกของฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในทวีปเอเชีย ซึ่งครั้งนี้แชมป์โลกทั้ง 7 ชาติ ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายด้วยกันทั้งหมด

ในแมตช์เปิดสนาม ฝรั่งเศส แชมป์เก่าสร้างความประหลาดใจด้วยการแพ้ให้กับ เซเนกัล และช็อกยิ่งกว่านั้นคือ "ตราไก่" ร่วงตกรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเก็บได้เพียง 1 คะแนนเท่านั้น โดยที่ยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว

บราซิล พบกับ เยอรมนี ในนัดชิงชนะเลิศ โรนัลโด้ ที่กำลังท็อปฟอร์มสุด ๆ ซัดไปคนเดียว 2 ประตูช่วยให้ทัพ "เซเลเซา" คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ซึ่งมากที่สุดในโลก ส่วนทัพ "อินทรีเหล็ก" ต้องอกหักในนัดชิงเป็นหนที่ 4 ส่วน คาฟู กัปตันทีมชาติบราซิล สร้างสถิติลงเล่นในนัดชิง 3 ครั้งติดต่อกัน

มิถุนายน - กรกฎาคม 2006 - เยอรมนี

ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายกลับมาจัดที่ เยอรมนี อีกครั้งในปี 2006 โรนัลโด้ ยิงประตูได้ถึง 15 ลูกในฟุตบอลโลกให้กับ บราซิล นั่นทำให้เขากลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลก อิตาลี ต้องดวลจุดโทษกับ ฝรั่งเศส หลังจากในเวลาเสมอกัน 1-1

อิตาลี แม่นกว่า และเอาชนะไปได้ 5-3 พร้อมกับคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครอง แต่เหตุการณ์ที่ถูกจดจำมากที่สุดในฟุตบอลโลกหนนี้คงหนีไม่พ้นจังหวะที่ ซีเนอดีน ซีดาน ส่งท้ายการลงเล่นให้กับทีมชาติด้วยการเฮดบัตต์ใส่ มาร์โก มาเตรัซซี่

มิถุนายน - กรกฎาคม 2010 : แอฟริกาใต้

ฟุตบอลโลก 2010 กลายเป็นการแข่งขันระดับโลกที่ แอฟริกาใต้ ได้เป็นเจ้าภาพในรอบ 15 ปีต่อจากศึก รักบี้ชิงแชมป์โลก และถือเป็นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในทวีปแอฟริกา

อังกฤษ โดน เยอรมนี เขี่ยตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์ 1-4 ซึ่งเกมนี้เกิดดราม่าจากลูกยิงของ แฟร้งก์ แลมพาร์ด ที่บอลชนคานข้ามเส้นไปแล้วก่อนที่จะกระดอนออกมา แต่ผู้ตัดสินกลับไม่ให้เป็นประตู จากจังหวะนี้ทำให้ ฟีฟ่า เอาจริงเอาจังกับ เทคโนโลยีโกลไลน์ และนำไปใช้ใน ฟุตบอลโลก 2014

ส่วนในเกมนัดชิงชนะเลิศ สเปน คว้าแชมป์โลกสมัยแรกด้วยการเฉือนชนะ ฮอลแลนด์ 1-0 โดยได้ประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษจาก อันเดรส อิเนียสต้า ซึ่งในเกมนี้ ฮาเวิร์ด เว็บบ์ ผู้ตัดสินต้องเมื่อยมือเมื่อมีถึง 14 ใบแหลือง และ 1 ใบแดง และ สเปน กลายเป็นทีมจากยุโรปทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยุโรปต่อด้วยแชมป์โลก นับตั้งแต่ เยอรมนีตะวันตก เคยทำไว้เมื่อแ 1974

มิถุนายน - กรกฎาคม 2014 : บราซิล

มีถึง 207 ชาติที่ขับเคี่ยวกันเพื่อคว้าตั๋วไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ บราซิล 2010  สเปน แชมป์เก่าต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม นอกจากนี้ยังมียักษ์ใหญ่อย่าง อิตาลี และ อังกฤษ ที่ตาม สเปน กลับบ้านไปในรอบเดียวกัน แต่ที่ช็อกยิ่งไปกว่านั้นคือเจ้าภาพ บราซิล ถูกเขี่ยร่วงรอบรองชนะเลิศโดยน้ำมือของ เยอรมนี ด้วยสกอร์ 1-7

มิโรสลาฟ โคลเซ่ ยิงประตูที่ 16 ของตัวเองในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นที่ยิงประตูมากที่สุดในศึก เวิลด์ คัพ ทำลายสถิติเดิมของ โรนัลโด้ ลงได้สำเร็จ

ในนัดชิงชนะเลิศ มาริโอ เกิทเซ่ ยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกมช่วยให้ เยอรมนี ชนะ อาร์เจนตินา 1-0 คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ทัพ "อินเหล็ก" กลายเป็นทีมจากยุโรปทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ในทวีปอเมริกา

มิถุนายน - กรกฎาคม 2018 : รัสเซีย

รอการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งใหม่...

ที่มา : bbc.co.uk

ภาพจาก AFP


4911อ่าน

ความเห็น

ข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวฟุตบอลฮิตประจำสัปดาห์

คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ? รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
เว็บไซต์ www.kapook.com ไม่มี และ ไม่สนับสนุน การเล่นพนันฟุตบอล และการพนันรูปแบบอื่นๆทุกชนิด ทีมงานหวังเพียงให้เยาวชน สนใจมุ่งเน้นด้านกีฬาเป็นสำคัญ

Football
kapook.com