แมนซิตี้ v เชลซี : รวมคู่ชิงจากชาติเดียวกันในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

        ในที่สุดโปรแกรมบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020-21 ก็ได้คู่ชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อย เป็นการดวลกันของ 2 สโมสรยักษ์ใหญ่จากอังกฤษอย่าง แมนซิตี้ และ เชลซี

        ซึ่งในประวัติศาสตร์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ผ่านมา เคยมีทีมจากชาติเดียวกันเข้าชิงมาแล้วถึง 7 หน โดยมีถึง 3 ทีมที่ไปถึงตำแหน่งแชมป์โดยที่เอาชนะคู่แข่งที่จบอันดับในลีกสูงกว่าพวกเขา ขณะที่ฤดูกาลนี้ เชลซี อยู่อันดับ 4 ใน พรีเมียร์ลีก โดยมีคะแนนห่างจากว่าที่แชมป์อย่าง แมนซิตี้ อยู่ถึง 19 คะแนน

        และนี่คือ 7 ศึกสายเลือดสโมสรจากชาติเดียวกันที่ต้องมาดวลกันเองในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนมาถึงคู่ของ เรือใบสีฟ้า กับ สิงโตน้ำเงินคราม

        1. 1999-2000 เรอัล มาดริด 3-0 บาเลนเซีย

        อันดับในลีก : เรอัล มาดริด 5, บาเลนเซีย 3

        ที่สนาม สตาด เดอ ฟร็องส์, บิเซนเต้ เดล บอสเก้ นำทัพ เรอัล มาดริด ดวลกับ บาเลนเซีย ของกุนซือ เอคตอร์ กูเปร์ โดย เฟร์นานโด โมริเอนเตส โขกให้ มาดริด ขึ้นนำในช่วงครึ่งแรก

        ก่อนที่ สตีฟ แม็คมานามาน และ ราอูล กอนซาเลซ จะมาบวกอีกคนละหนึ่งตุงช่วยให้ ราชันชุดขาว คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 8 ไปครอง

        2. 2002-03 เอซี มิลาน 0-0 ยูเวนตุส (ดวลจุดโทษ 3-2)

        อันดับในลีก : ยูเวนตุส 1, เอซี มิลาน 3

        ฤดูกาลนั้นทีมจากอิตาลีเข้ารอบรองชนะเลิศไปถึง 4 ทีม แต่เป็น มิลาน ที่เข้าไปชิงดำกับ ยูเว่ ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คู่นี้ต้องไปตัดสินกันถึงการดวลจุดโทษ คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ และ คาค่า คาลัดเซ่ ยิงพลาดไป
 
        แต่ทางฝั่ง ม้าลาย ดันพลาดมากกว่าทั้ง ดาวิด เทรเซเก้ต์, มาร์เซโล่ ซาลาเยต้า และ เปาโล มอนเตโร่ สุดท้ายเป็น อังเดร เชฟเชนโก้ ที่ยิงปิดบัญชีช่วยให้ ปีศาจแดง-ดำ คว้าแชมป์สมัยที่ 6

        3. 2007-08 แมนยู 1-1 เชลซี (ดวลจุดโทษ 6-5)

        อันดับในลีก : แมนยู 1, เชลซี 2

        แมนยู ได้ประตูนำเร็วจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ก็มายิงตีเสมอให้กับ เชลซี ในช่วงก่อนหมดครึ่งแรก เกมยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษหลังจาก 90 นาทีทั้งคู่ไม่สามารถทำอะไรกันเพิ่มได้ สุดท้ายต้องไปตัดสินที่การดวลจุดโทษ

        ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนักที่ มอสโก, โรนัลโด้ ซัดพลาด และเป็นโอกาสที่ จอห์น เทอร์รี่ จะยิงเข้าไปเพื่อคว้าแชมป์ แต่ทว่าเจ้าตัวดันลื่นยิงไม่เข้าเช่นกัน ท้ายที่สุดเป็น เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ที่เซฟลูกยิงของ นิโกล่าส์ อเนลก้า ส่ง ปีศาจแดง เถลิงแชมป์ได้สำเร็จ

        4. 2012-13 บาเยิร์น 2-1 ดอร์ทมุนด์

        อันดับในลีก : บาเยิร์น 1, ดอร์ทมุนด์ 2

        ก่อนนัดชิงที่ เวมบลีย์, บาเยิร์น เพิ่งคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ไปด้วยคะแนนที่ทิ้งห่าง ดอร์ทมุนด์ ถึง 25 แต้ม และเกมนี้เป็น มาริโอ มานด์ซูคิช ที่ซัดประตูขึ้นนำให้ทัพ เสือใต้ ในนาทีที่ 60 แต่การสังหารจุดโทษของ อิลคาย กุนโดกัน ก็ช่วยให้ เสือเหลือง ตามตีเสมอได้

        อย่างไรก็ตาม อาร์เยน ร็อบเบน ก็กลายเป็นตัวทีเด็ดซัดประตูชัยในช่วงนาทีที่ 89 ช่วยให้ บาเยิร์น ผงาดคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ไปได้สำเร็จ

        5. 2013-14 เรอัล มาดริด 4-1 แอต.มาดริด (ต่อเวลาพิเศษ)

        อันดับในลีก : เรอัล มาดริด 2, แอต.มาดริด 1

        หลังจากพาทีมคว้าแชมป์ ลา ลีกา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ก็นำทัพ แอต.มาดริด ดวลกับคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง เรอัล มาดริด ในศึก ยูซีแอล ที่ลิสบอน ดีเอโก้ โกดิน โขกให้พวกเขาขึ้นนำตั้งแต่ครึ่งแรก แต่ เซร์คิโอ รามอส ก็โหม่งตีเสมอให้ เรอัล มาดริด ในนาทีที่ 90+3

        จากนั้นในช่วงต่อเวลาพิเศษโมเมนตัมก็เปลี่ยนไปอยู่ทางฝั่ง เรอัล มาดริด เมื่อลูกทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ มาบวกเพิ่มอีก 3 ประตูจาก แกเร็ธ เบล, มาร์เซโล่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำให้ ราชันชุดขาว คว้าแชมป์สมัยที่ 10 ไปครองได้สำเร็จ

        6. 2015-16 เรอัล มาดริด 1-1 แอต.มาดริด (ดวลจุดโทษ 5-3)

        อันดับในลีก : เรอัล มาดริด 2, แอต.มาดริด 3

        แอต.มาดริด มีโอกาสล้างแค้นกับ เรอัล มาดริด ในนัดชิงปี 2016 ที่มิลาน แต่เป็น รามอส อีกครั้งที่เป็นตัวแสบยิงขึ้นนำให้กับ ราชันชุดขาว ในช่วงครึ่งแรก แต่ทาง ตราหมี ก็มาตามตีเสมอได้สำเร็จในช่วงท้ายเกมจาก ยานนิค การ์ราสโก้

        ทำให้เกมยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ และทั้งสองทีมไม่สามารถทำอะไรกันเพิ่มได้ สุดท้ายต้องไปตัดสินที่การดวลจุดโทษ ซึ่งมีคนเดียวที่ยิงพลาดก็คือ ฆวนฟราน ท้ายที่สุดเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่สังหารปิดฉากช่วยให้ ราชัน เถลิงแชมป์อีกครั้ง

        7. 2018-19 สเปอร์ส 0-2 ลิเวอร์พูล

        อันดับในลีก : สเปอร์ส 4, ลิเวอร์พูล 2

        ที่กรุงมาดริด เป็นการเข้าชิงครั้งแรกของ สเปอร์ส เป็นการดวลกับคู่แข่งในลีกอย่าง ลิเวอร์พูล แต่เพียงแค่นาทีแรกของเกมก็เป็น หงส์แดง ที่ออกนำเร็วจากการสังหารจุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์

        ก่อนที่ ดิว็อค โอริกี้ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองจะแผลงฤทธิ์ซัดประตูปิดกล่องในช่วงท้ายเกม และเป็น ลิเวอร์พูล ที่เป็นฝ่ายสมหวังคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่

ขอบคุณข้อมูลจาก uefa.com

ภาพจาก AFP

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
แมนซิตี้ v เชลซี : รวมคู่ชิงจากชาติเดียวกันในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อัปเดตล่าสุด 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 17:02:51 7,101 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP